นักลงทุนสัมพันธ์

จรรยาบรรณนักลงทุนสัมพันธ์

ข้อพึงปฏิบัติของนักลงทุนสัมพันธ์

  1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
  2. เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  3. เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและสอบถามข้อมูลได้
  4. ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียเป็นที่ตั้ง
  5. รักษาความลับของบริษัทและไม่ใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  6. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความเป็นมืออาชีพ
  7. หมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน
  8. ปฏิบัติตามแนวทางการไม่รับนัดในช่วงใกล้ประกาศงบการเงินและแนวปฏิบัติในการซื้อขายหุ้นที่บริษัทได้กำหนดไว้

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563)

         (1)     ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจ   

        สำหรับปี 2563 ภาพรวมของรายได้และมูลค่าตลาดของรถยนต์ลดลง อันเนื่องจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกิจให้เช่ารถและธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยมีรายได้ลดลง บริษัทย่อยยังคงใช้มาตรการรักษาฐานลูกค้า เช่น การขยายสัญญาเช่ารถหรือผ่อนปรนช่วยเหลือสนับสนุนลูกค้าตามสถานการณ์ที่จำเป็น

        ขณะเดียวกันในการสร้างฐานลูกค้าใหม่บริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจให้เช่ายานพาหนะ ยังคงมุ่งเน้นการให้บริการรูปแบบต่างๆ ที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มในการให้บริการ และการนำเทคโนโลยีมาใช้งานบริหารจัดการเพื่อการวิเคราะห์พัฒนาการบริการให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเป้าหมายกลยุทธ์การให้บริการถให้เช่าจึงมุ่งเน้นลูกค้าที่ให้ผลตอบแทนที่สอดคล้องกับงานบริการที่เพิ่มขึ้น

        ส่วนธุรกิจให้บริการเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย แม้จะได้รับผลกระทบจากประกันภัยรถที่มีปริมาณลดลง แต่ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีการต่ออายุกรรมธรรม์ในส่วนของประกันภัยประเภทอื่นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องจากการรักษาคุณภาพการให้บริการ การคัดเลือกผลิตภัณฑ์และบริษัทประกันภัยที่มีความมั่นคง สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รวมถึงการทำงานร่วมกับกรมการประกันภัยเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งลูกค้า คู่ค้าและบริษัทนายหน้าประกันภัย

        ตามที่บริษัทเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินรวม ข้อ 1 ข) และข้อ 5.4 เกี่ยวกับคดีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้บริษัทชำระเงินจำนวน 837 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 473 ล้านบาท นับจากวันที่ 3 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม 2562 บริษัทได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาต่อศาลฎีกา และในวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทฎีกาได้และรับฎีกาของบริษัทไว้พิจารณา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลฏีกา

        ในคดีที่กล่าวข้างต้นซึ่งเป็นคดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการ และบริษัทมีหนี้สินผลเสียหายจากคดีฟ้องร้องภาษีอากรจากกรมสรรพากร ตามที่กล่าวในหมายเหตุประกอบงบการเงินรวมข้อ 21 บริษัทได้ส่งมอบใบหุ้นของบริษัทย่อย (บริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด) ให้แก่สำนักงานบังคับคดีแพ่ง โดยมีจำนวนหุ้นรวมทั้งสองคดี 64 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทย่อย เพื่อนำไปขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้ในคดีทั้งสอง โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 สำนักงานบังคับคดีแพ่งประกาศนัดขายทอดตลาดหุ้นทั้งสองคดีพร้อมกัน ซึ่งจากการขายทอดตลาดหุ้นดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2563 โดยครั้งสุดท้ายจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 ไม่ปรากฏว่ามีผู้เสนอซื้อหุ้นดังกล่าว ทั้งนี้มูลค่าหุ้นจากราคาประเมินการขายทอดตลาดครั้งล่าสุดมีมูลค่า 217 ล้านบาท บริษัทจึงรับรู้ผลจากการด้อยค่าเงินลงทุนในงบการเงินเฉพาะบริษัท และแยกแสดงรายการส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยที่ถูกบังคับคดีขายทอดตลาดในงบการเงินรวม ทั้งนี้ ณ วันสิ้นปี 2563 หุ้นดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทจนกว่าจะมีบุคคลอื่นมาซื้อจากการขายทอดตลาด และการดำเนินงานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท 

         (2)     ผลการดำเนินงาน

        บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสำหรับปี จำนวน 2.09 ล้านบาท ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 30.02 ล้านบาท รายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มีดังนี้

            1)   รายได้ค่าเช่าและค่าบริการมีจำนวน 471.30 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 146.19 ล้านบาท ด้วยธุรกิจยานพาหนะให้เช่ามุ่งเน้นลูกค้าที่ให้ผลตอบแทนที่สอดคล้องกับงานบริการที่เพิ่มมูลค่าประกอบกับสถานการณ์ไวรัสโควิค 19 ส่งผลให้รายได้ค่าเช่าและค่าบริการลดลง ในขณะเดียวกันบริษัทได้บริหารต้นทุนส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ 39.00 สูงกว่าปีก่อน (2562: 34.70)

            2)   จากสถานการณ์โควิค 19 มีผลต่อตลาดรถยนต์ทำให้กำลังซื้อลดลง รวมทั้งราคารถยนต์ใช้แล้วก็มีราคาลดลง  บริษัทย่อยจึงมีผลขาดทุนจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่า จำนวน 10.17 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่ายานพาหนะให้เช่าโดยการขยายสัญญาเช่าแทนการขายรถยนต์เมื่อสิ้นสุดสัญญา

            3)   ค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 130.72 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 5.15 ล้านบาท จากค่าบริหารจัดการลดลง จำนวน 4.76 ล้านบาท เป็นหลัก

            4)   ในปี 2563 จากการปรับใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 เรื่องเครื่องมือทางการเงิน ในกรณีการวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน(เงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย) บริษัทรับรู้การเปลี่ยนแปลงของมูลค่ายุติธรรมเป็นผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน จำนวน 5.71 ล้านบาท และทำการประเมินหนี้สินผลประโยชน์พนักงานระยะยาวตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยใหม่สำหรับงวดสิ้นปี 2563 บริษัทย่อยรับรู้รายการจากการประเมินใหม่เป็นต้นทุนบริการในอดีตจากการเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานในงวดจำนวน 4.49 ล้านบาท

            5)   ต้นทุนทางการเงินมีจำนวน 38.58 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน อันเนื่องมาจากการจ่ายชำระค่างวดตามสัญญา และการก่อหนี้สำหรับซื้อยานพาหนะในงวดมีจำนวนน้อยกว่างวดก่อน

         (3)     ฐานะการเงิน

        สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีจำนวน 1,222.30 ล้านบาท ลดลงจากงวดปีก่อน 290.03 ล้านบาท รายการที่เปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีดังนี้

        เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพิ่มขึ้นจำนวน 2.65 ล้านบาท

        สินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น (ปี 2562 แสดงเป็นเงินลงทุนชั่วคราว) มีจำนวน 96.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.25 ล้านบาท เป็นเงินคงเหลือจากการดำเนินงานนำไปลงทุนในกองทุนเปิดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.47

        ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลงจำนวน 11.92 ล้านบาท จากลูกหนี้ของธุรกิจให้เช่ายานพาหนะ

        สินทรัพย์ภาษีเงินได้ในงวดปัจจุบัน หมายถึงรายการภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายในปี 2563 มีจำนวน 21.18 ล้านบาท  ส่วนของปี 2562 ถูกย้ายไปแสดงเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนจำนวน 28.75 ล้านบาท

        ยานพาหนะให้เช่าและอุปกรณ์มีจำนวน 106.18 ล้านบาท ประกอบด้วย ยานพาหนะให้เช่าส่วนที่ปลอดภาระด้านหนี้สินมีจำนวน 81.55 ล้านบาท และอุปกรณ์สำนักงานจำนวน 24.63 ล้านบาท ส่วนยานพาหนะให้เช่าที่มีภาระด้านหนี้แยกแสดงรายการรวมอยู่ในสินทรัพย์สิทธิการใช้จำนวน 797.58 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนยานพาหนะให้เช่าและอุปกรณ์ จำนวนลดลง 326.52 บาท

        สินทรัพย์สิทธิการใช้ เป็นรายการจัดประเภทใหม่ตามมาตรฐานรายงานทางการเงินเรื่องสัญญาเช่ามีจำนวน 806.08 ล้านบาท ประกอบด้วย ยานพาหนะให้เช่าที่มีภาระด้านหนี้จำนวน 797.58 ล้านบาท และสัญญาเช่าพื้นที่กับสัญญาเช่าประเภทอื่นจำนวน 8.51 ล้านบาท

        สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น จำนวน 76.75 ล้านบาทส่วนใหญ่เป็นรายการภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายที่อยู่ระหว่างการตรวจคืนของสรรพากร ยอดที่ลดลงจากปีก่อนเกิดจากการรับคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายของปี 2561

        หนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีจำนวน 1,091.95 ล้านบาท ลดลงจากงวดปีก่อน 292.12 ล้านบาท รายการที่เปลี่ยนแปลงสำคัญ มีดังนี้

        หนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินมีจำนวนรวม 690.41 ล้านบาทลดลงจากงวดปีก่อน จำนวน 296.07 ล้านบาทจากการชำระหนี้ตามสัญญา และจำนวนรถยนต์ที่ลดลงของปี 2563 หนี้สินทางการเงินไม่หมุนเวียน เป็นรายการเงินมัดจำค่าเช่ารถยนต์ที่รับจากลูกค้า แยกแสดงรายการออกจากรายการหนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น ตามมาตรฐานรายงานทางการเงินเรื่องสัญญาเช่า

        สำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานจำนวน 42.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 6.25 ล้านบาท จากการรับรู้ต้นทุนบริการปัจจุบัน จำนวน 5.06 ล้านบาท และผลแตกต่างจากการคำนวณประมาณผลประโยชน์พนักงานระยะยาวใหม่ ณ สิ้นปี 2563 ได้รับรู้ในงบกำไรขาดทุนและกำไรเบ็ดเสร็จอื่น จำนวนรวม 1.19 ล้านบาท

        ส่วนของผู้ถือหุ้น  งบการเงินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 แยกแสดงรายการเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท และส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยที่ถูกบังคับคดีเพื่อการขายทอดตลาด ดังนี้

        ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท (PE) มีจำนวนต่ำกว่าศูนย์ 185.69 ล้านบาท เนื่องจากหักด้วยมูลค่าสุทธิของหุ้นบริษัทที่ถูกบังคับคดีเพื่อขายทอดตลาด

        ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยที่ถูกบังคับคดีเพื่อการขายทอดตลาด จำนวน 316.04 ล้านบาท ซึ่งมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อย (บริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด) เพื่อสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงในรายงานทางการเงิน        

        (4)     สภาพคล่องและแหล่งเงินทุน

        เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน มาจากธุรกิจให้เช่ายานพานะ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีกระแสเงินสดสุทธิในปี 2563 จำนวน 200.29 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 33.39 ล้านบาท อันเนื่องจากรายได้ลดลง

        เงินสดจากกิจกรรมลงทุนมีจำนวน 159.23 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 115.43 ล้านบาท จากเงินรับจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าลดลง 47.64 ล้านบาท ซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มในงวด 80.51 ล้านบาท และซื้อยานพาหนะให้เช่าและอุปกรณ์ลดลง 12.24 ล้านบาท

        เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินมีจำนวน 356.88 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 152.65 ล้านบาท เนื่องจากชำระคืนหนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินซึ่งเป็นไปตามภาระหนี้ของการซื้อยานพาหนะให้เช่า

         (5)     ปัจจัยหรือเหตุการณ์ที่จะมีต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต

        1)   การดำรงสถานการณ์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันบริษัทยังไม่สามารถแก้ไขเหตุอาจถูกเพิกถอน กรณีผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ประกอบกับงบการเงินประจำปี 2563 บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์ จำนวน 186 ล้านบาท ส่งผลให้เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนเพิ่มเติมอีกเหตุหนึ่ง ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้

        บริษัทเป็นบริษัทที่มีเหตุเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนระยะที่ 2 กรณีผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน และ

        บริษัทเป็นบริษัทที่มีเหตุเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนระยะที่ 1 กรณีงบการเงินซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีปรากฎส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์

        ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนข้างต้นขึ้นอยู่กับผลของคดีความ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือหาแนวทางแก้ไขได้ เพียงแต่รอผลการพิจารณาของศาลฎีกาจะมีคำสั่งอย่างไร

        ส่วนการสรรหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ  การดำเนินการสรรหากรรมการไม่สามารถสรรหาได้โดยง่ายด้วยเหตุสถานะของบริษัทที่อาจเข้าข่ายถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเหตุตามที่กล่าวข้างต้น  ทั้งนี้บริษัทก็มีการดำเนินการสรรหากรรมการเพื่อมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 บริษัทได้มีมติเสนอผู้ถือหุ้นแต่งตั้งกรรมการอิสระ จำนวน 1 ท่าน

แบบแสดงรายการข้อมูลประจําปี (แบบ 56-1)

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2562 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2561 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2560 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2559 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2558 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2557 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2556 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2555 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2554 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2553 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2552 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2551 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2550 รายละเอียดเพิ่มเติม

รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

กลุ่มผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นสูงสุด 10 รายแรก ที่มีชื่อปรากฏตามทะเบียนบัญชีผู้ถือหุ้น ณ 2562 มีดังต่อไปนี้

รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น % การถือหุ้น
บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด 199,700,000.00 24.96
นายทวีฉัตร จุฬางกูร 196,000,000.00 24.50
บริษัท พรีเมียร์ โกลเบิล คอร์เปอเรชั่น จำกัด 42,439,226.00 5.30
บริษัท พรีเมียร์ แพลนเนอร์ จำกัด 41,410,616.00 5.18
COMMERZBANK AG, SINGAPORE BRANCH 22,974,780.00 2.87
บริษัท ลิควิเดชั่น 3 จำกัด 14,056,022.00 1.76
นางวิมลทิพย์ พงศธร 13,416,235.00 1.68
นายภูศิษฐ์ จิตติละอองวงศ์ 12,010,000.00 1.50
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 11,964,495.00 1.50
น.ส. สมจิตต์ ธาราอมรรัตน์ 8,650,000.00 1.08
รวมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 562,621,374.00 70.33

หลักเกณฑ์การให้สิทธิผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญและสิทธิเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นทุกราย และเพื่อ เป็นการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนั้นก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บริษัทจึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอเรื่องที่ผู้ถือหุ้น เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่บริษัท เพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณา เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ดังนี้

1 . คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเสนอ

ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับ การพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1.1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยไม่จำกัดจำนวนหุ้นและระยะเวลาที่ถือหุ้นของบริษัท เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทราย เดียวหรือหลายรายรวมกันก็ได้ และต้องถือหุ้นในวันที่เสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมหรือ เสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการ
1.2 สามารถแสดงหลักฐานการถือหุ้น เช่น หนังสือรับรองการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ หรือหลักฐานอื่นจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

2. หลักเกณฑ์การเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุม
2.1 เงื่อนไขการพิจารณาเรื่องที่เสนอเพื่อบรรจุเป็นวาระการประชุม บริษัทขอสงวนสิทธิที่จะนำเสนอเรื่องที่บริษัทเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม และเป็นไป ตามที่กฎหมาย และระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกำหนดบรรจุเป็นวาระการประชุม เว้นแต่เรื่องดังต่อไปนี้ บริษัทจะ ไม่บรรจุเป็นวาระการประชุม
(1) เรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท และข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยผู้ถือหุ้นมิได้แสดงถึงเหตุ อันสมควรเกี่ยวกับความไม่ปกติของเรื่องดังกล่าว
(2) เรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจที่บริษัทจะดำเนินการให้เกิดผลตามที่ประสงค์
(3) เรื่องที่เคยเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาแล้วในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และได้รับมติสนับสนุน ด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท โดยที่ข้อ เท็จจริงในเรื่องนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
(4) เรื่องที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท หรือ ขัดกับกฎหมาย ประกาศ กฎ และ ระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัท
(5) เรื่องที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยเฉพาะ
(6) เรื่องที่บริษัทได้ดำเนินการแล้ว
(7) เรื่องที่ผู้ถือหุ้นเสนอโดยไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพียงพอ หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดข้างต้น
(8) กรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการตลาดทุนหรือกฎหมายกำหนด

2.2 ขั้นตอนในการพิจารณา
(1) ผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 1. ต้องกรอกข้อมูลใน “แบบเสนอวาระการประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี” (แบบ ก) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ กรณีผู้ถือหุ้นหลายรายรวมกันเสนอ วาระการประชุม ผู้ถือหุ้นทุกรายต้องกรอกรายละเอียดของตนลงในแบบ ก พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ และรวมเป็นชุดเดียวกัน
(2) จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะต้องจัดส่งให้บริษัทพร้อมกับ แบบ ก ดังนี้ (ก) หลักฐานการถือหุ้น ได้แก่ หนังสือรับรองการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ หรือหลักฐานอื่น จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จากัด (ข) เอกสารแสดงตนของผู้ถือหุ้น กรณีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดา - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (กรณีเป็นชาวต่างประเทศ) พร้อมทั้ง ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง กรณีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล -สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจาตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง ( กรณีเป็นชาวต่างประเทศ ) ของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่ได้ลงชื่อใน แบบ ก พร้อมทั้ง ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
(3) นำส่ง แบบ ก พร้อมเอกสารหลักฐานที่บริษัทกาหนด อย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ทางโทรสารหมายเลข 0-2301-1020 หรือทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์ (e-mail) ที่ ircontact@pe.premier.co.th และจัดส่งต้นฉบับ โดยทางจดหมายลงทะเบียนมาที่ เลขานุการบริษัท บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน) เลขที่ 1 อาคารพรีเมียร์คอร์เปอเรทปาร์ค ซอยพรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(4) คณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของวาระการประชุมที่ผู้ถือหุ้นเสนอ ซึ่งจะต้องไม่มี ลักษณะเข้าข่ายตามข้อ 2.1 (1) – (8)
(5) เรื่องที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จะบรรจุเป็นวาระการประชุมในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมความเห็นของคณะกรรมการ สำหรับเรื่องที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ บริษัทจะแจ้ง ให้ผู้ถือหุ้นที่เสนอทราบพร้อมเหตุผล และจะชี้แจงเหตุผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ

3. หลักเกณฑ์การเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการ
3.1 คุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท
(1) มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมหาชนจำกัด พรบ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อบังคับของ บริษัท
(2) มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
(3) ไม่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการหรือพนักงานของบริษัทที่ประกอบกิจการ อันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย 3 3.2 ขั้นตอนในการพิจารณา (1) ผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม ข้อ 1. ต้องกรอกข้อมูลใน “แบบเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณา เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท” ( แบบ ข ) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ กรณีผู้ถือหุ้นหลายรายรวม กันเสนอชื่อ ผู้ถือหุ้นทุกรายต้องกรอกรายละเอียดของตนในแบบ ข พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและรวมเป็นชุด เดียวกัน (2) ดำเนินการให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกรอกข้อมูลใน “แบบข้อมูลของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อ รับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท” ( แบบ ค ) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ (3) จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะต้องจัดส่งให้บริษัท ตามที่ระบุในข้อ 2.2 (2) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งเอกสาร ประกอบการพิจารณาด้านคุณสมบัติ ได้แก่ หลักฐานการศึกษา และประวัติการทางานของบุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อ
(4) นำส่งแบบ ข และแบบ ค พร้อมหลักฐานที่บริษัทกำหนด อย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ทางโทรสารหมายเลข 0-2301-1020 หรือทางจดหมายอิเล็คโทรนิกส์ (e-mail) ที่ ircontact@pe.premier.co.th และจัดส่งต้นฉบับ โดยทางจดหมายลงทะเบียนมาที่เลขานุการบริษัท บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน) เลขที่ 1 อาคารพรีเมียร์คอร์เปอเรทปาร์ค ซอยพรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(5) คณะกรรมการบริษัทจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ
(6) บุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จะได้รับการเสนอชื่อในวาระการเลือกตั้งกรรมการพร้อม ความเห็นของคณะกรรมการ สำหรับบุคคลที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ บริษัทจะแจ้งให้ ผู้ถือหุ้นที่เสนอทราบพร้อมเหตุผล และจะชี้แจงเหตุผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ

4. ช่วงเวลาที่เปิดรับเรื่อง
ผู้ถือหุ้นที่ต้องการเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัทสามารถส่งหนังสือแจ้งมาที่บริษัทได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี

การประชุมผู้ถือหุ้น