เกี่ยวกับ PE

เกี่ยวกับ PE

บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหนึ่งในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ เดิมชื่อ บริษัท พรีเมียร์ ซัพพลาย จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2517 บริษัทแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ต่อมาในปี 2543 บริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็นบริษัทประกอบธุรกิจเพื่อการลงทุนหรือ Holding Company โดยลงทุนในธุรกิจบริการทางการเงิน (Specialty Finance) ต่างๆ ที่สำคัญได้แก่ ธุรกิจให้บริการรถเช่ารถยนต์ประเภทต่างๆ เพื่อการดำเนินงาน (Operating Lease) ธุรกิจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย ให้บริการแนะนำและเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันแก่ลูกค้า บริษัทมีการลงทุนในบริษัทย่อย 3 แห่ง ดังนี้

1. บริษัท พรีเมียร์ แคปปิตอล (2000) จำกัด ดำเนินธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
2. บริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจให้บริการรถเช่าเพื่อการดำเนินงาน (Operating Lease) พร้อมทั้งบริการพนักงานขับรถ บริการบำรุงรักษา และบริการต่อเนื่องอื่นๆ
3. บริษัท พรีเมียร์โบรคเคอร์เรจ จำกัด ดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย ให้บริการแนะนำและเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันแก่ลูกค้า

บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายตัวในธุรกิจให้บริการรถเช่ารถยนต์ประเภทต่างๆเพื่อการดำเนินงาน(Operating Lease)ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทดำเนินการผ่านทางบริษัทย่อยคือ บริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ทั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางใหม่ๆ การขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรวมทั้งบริการใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น

วิสัยทัศน์และพันธกิจ

วิสัยทัศน์

เป็นบริษัทไทยที่มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านธุรกิจบริการที่ครบวงจรอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
และมุ่งมั่นสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจ พนักงาน และสังคม

พันธกิจ

  • ให้บริการอย่างมีคุณภาพได้ระดับมาตรฐานสากล
  • นำเสนอแนวความคิดใหม่ พัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งพนักงาน องค์กร และสังคม
  • ผสมผสานความรู้และความสามารถเพื่อร่วมคิดร่วมสร้างงานบริการ
  • ดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล และยึดหลักคุณธรรมจรรณยาบรรณ ด้วยวิถีแบบไทยที่ดีงาม

ปรัชญากลุ่มบริษัทพรีเมียร์

เพราะความสำเร็จไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวคนเดียวธุรกิจย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากมุ่งหวังเพียงผลกำไรของ องค์กรโดยขาดการสร้างคุณค่าสู่สังคมและพนักงาน ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ได้ยึดถือปฏิบัติตาม แนวคิด “ความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน” สิ่งที่ดีต่อธุรกิจต้องสร้างคุณค่าต่อสังคมและพนักงานของเรา จึงจะถือ เป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


ธุรกิจของเรามุ่งมั่นไปสู่การเป็น “ธุรกิจก้าวหน้า พนักงานมั่นคง สังคมยั่งยืน” กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ใช้แนวคิดนี้ในการ ดำเนินธุรกิจของ 6 สายธุรกิจ อันได้แก่

  • สายธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค
  • สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจโรงแรม
  • สายธุรกิจสารสนเทศ
  • สายธุรกิจการเงิน บริการรถเช่า และรถโดยสาร
  • สายธุรกิจสิ่งแวดล้อม
  • สายงานพัฒนาความยั่งยืนของสังคม

ในกระบวนการทำงานของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ เรามีคุณค่าหลัก 5 ประการเป็นแนวทาง อันประกอบด้วย

มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพในทุกด้าน”
ใช้แนวความคิดใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน
ผสานความรู้และความสามารถเพื่อร่วมคิดร่วมสร้าง
คุณธรรมจริยธรรม (Moral & Ethics) “ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมและวิถีไทยที่ดีงาม”

ซึ่งแนวคิดและคุณค่าหลักนี้จะนำพาให้กลุ่มบริษัทพรีเมียร์บรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นกลุ่มบริษัทไทยที่เป็นผู้นำในการทำ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านสังคม องค์กรและพนักงาน เพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนร่วมกันให้เป็นจริง

โครงสร้างองค์กร



โครงสร้างการถือหุ้น


โครงสร้างการจัดการ

บริษัทมีคณะกรรมการ 2 ชุด ประกอบด้วยคณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการตรวจสอบ
โดยรายละเอียดของคณะกรรมการ มีดังนี้

คณะกรรมการบริษัท

1. นายกิตติศักดิ์ เบญจฤทธิ์ ประธานกรรมการ
2. นางเพ็ญศรี เดชติ่งเอง กรรมการ
3. นางแน่งน้อย บุณยะสาระนันท์ กรรมการ
4. นางวไลรัตน์ ผ่องจิตต์ กรรมการผู้จัดการ และ กรรมการ
4. รศ.ดร.วิไลลักษณ์ สกุลภักดี กรรมการอิสระ
6. คุณเกรียงไกร รักษ์กุลชน กรรมการอิสระ
7. คุณอนุพงษ์ เตชะอำนวยพร กรรมการอิสระ


คณะกรรมการตรวจสอบ

1. รศ.ดร.วิไลลักษณ์ สกุลภักดี ประธานกรรมการตรวจสอบ
2. นางศุภศรี สุธนฐาน กรรมการตรวจสอบ
3. นายสุรพล สร้างสมวงษ์ กรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการบริษัท และประวัติคณะกรรมการ

คณะกรรมการบริษัท


นางวไลรัตน์ ผ่องจิตต๋
กรรมการผู้จัดการ และกรรมการ

รศ.ดร.วิไลลักษณ์ สกุลภักดี
กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ

นายเกรียงไกร รักษ์กลุชน
กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ

นายอนุพงษ์ เตชะอำนวยพร
กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ

ประวัติเลขานุการบริษัท และผู้ตรวจสอบ


นายธีระพล จุฑาพรพงศ์
เลขานุการบริษัท

นายเอกพันธ์ นวลเมือง
ผู้ตรวจสอบภายใน

เอกสารบริษัท

ข้อบังคับบริษัท

หมวดที่ 1 บททั่วไป

ข้อ 1. ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับของบริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
ข้อ 2. คำว่า “บริษัท” ในข้อบังคับนี้ หมายถึง บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
ข้อ 3. ข้อบังคับนี้ถ้ามิได้ตราไว้เป็นประการอื่น ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย
บริษัทมหาชนจำกัดมาใช้บังคับทุกประการ

หมวดที่ 2 การออกหุ้น

ข้อ 4. หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญ มีมูลค่าหุ้นละหน่ึงบาทอย่างไรก็ดีบริษัทอาจเพิ่มทุนของบริษัทโดยออกหุ้นสามัญและหรือหุ้นบุริมสิทธิ์ได้ และมีสิทธิออกหุ้นบุริมสิทธ์ิ ซึ่งสามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้
ข้อ 5. ใบหุ้นของบริษัทนี้ เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือหุ้น และ ต้องมีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสําคัญของบริษัท แต่กรรมการอาจมอบหมายให้นายทะเบียนหุ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ลงหรือพิมพ์ลายมือช่ือแทนได้และ  หากบริษัทมอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นนายทะเบียนหุ้นของบริษัทวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับงานทะเบียนหุ้นของบริษัทให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนหุ้นกําหนด
ข้อ 6. บริษัทจะออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นภายใน 2 เดือนนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนบริษัท หรือ นับแต่วันที่ได้รับเงินค่าหุ้นครบถ้วน กรณีจําหน่ายหุ้นท่ีออกใหม่ภายหลังจดทะเบียนบริษัท
ข้อ 7. ใบหุ้นฉบับใดชำรุดหรือลบเลือนในสาระสำคัญ ผู้ถือหุ้นอาจขอให้บริษัทออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยเวนคืนใบหุ้นเดิมในกรณีนี้บริษัทจะออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ในกรณีใบหุ้นสูญหายหรือถูกทำลายผู้ถือหุ้นจะต้องนำหลักฐานการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนและหลักฐานอื่นที่บริษัทกำหนดมาแสดงต่อบริษัท บริษัทจะออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ข้อ 8.

บริษัทอาจเรียกค่าธรรมเนียมในการออกใบหุ้นใหม่แทนใบหุ้นที่สูญหาย ลบเลือน หรือ ชํารุด หรือในการ ที่ผู้ถือหุ้นขอสําเนาทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือ
บางส่วน พร้อมคํารับรองของบริษัทได้ตามอัตรา ที่กฎหมายกําหนด

ข้อ 9. การส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นร่วมกันน้ัน บริษัทต้องส่งมอบให้แก่บุคคลใดบุคคลหน่ึงในจํานวน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน ซึ่งต้องได้รับแต่งตั้งเพียงบุคคลเดียวให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นนั้น
ข้อ 10. ห้ามมิให้บริษัทเป็นเจ้าของหุ้นหรือรับจํานําหุ้นของบริษัทเอง

หมวดที่ 3 การโอนหุ้น

ข้อ 11. หุ้นของบริษัทให้โอนกันได้โดยเสรี เว้นแต่
11.1. การโอนหุ้นนั้นอาจทำให้บริษัทเสียสิทธิและผลประโยชน์ที่บริษัทจะพึงได้รับ ตามกฎหมาย หรือ 
11.2. การโอนหุ้นนั้นเป็นเหตุให้มีบุคคลผู้มีสัญชาติต่างด้าวถือหุ้นของบริษัทรวมทั้งสิ้นเกินกว่าร้อยละยี่สิบของ จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว
ข้อ 12. บริษัทอาจปิดงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้นในระหว่าง 21 วัน ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นแต่ละครั้งก็ได้ โดยประกาศให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า ณ สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทุกแห่ง (ถ้ามี)
ไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนวันเริ่มงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้น
ข้อ 13. การโอนหุ้นย่อมสมบูรณ์เมื่อผู้โอนได้สลักหลังใบหุ้น โดยระบุชื่อผู้รับโอนและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน และส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้รับโอนการโอนหุ้นใช้ยันบริษัทได้เมื่อบริษัทได้รับคำร้องขอให้ลงทะเบียนโอนหุ้นแล้ว และใช้ยันบุคคลภายนอกได้เมื่อบริษัทได้ลงทะเบียนการโอนหุ้นแล้ว ผู้ใดได้สวมสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยทางมรดก ต้องแสดงหลักฐานอันชอบด้วยกฎหมายแก่บริษัท เมื่อบริษัทเห็นว่าการโอนหุ้นถูกต้องตามกฎหมายให้บริษัทลงทะเบียนการโอนหุ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หากการโอนหุ้นไม่ถูกต้องสมบูรณ์ให้บริษัทแจ้งแก่ผู้ยื่นคำร้องภายใน 7 วัน หากหุ้นของบริษัทได้รับการจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การโอนหุ้นให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หมวดที่ 4 คณะกรรมการ

ข้อ 14. คณะกรรมการของบริษัทมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็น
ผู้แต่งตั้งและกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
ข้อ 15. ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งกรรมการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้
15.1 ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง
15.2 ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะต้องใช้คะแนนเสียงที่มีอยู่ทั้งหมดตาม (1) เลือกตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคน เป็นกรรมการก็ได้ แต่จะแบ่งคะแนนเสียงให้แก่ผู้ใดมากน้อยเพียงใดไม่ได้
15.3 บุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดตามลำดับลงมา เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการเท่าจำนวน กรรมการที่จะพึงมีหรือพึงเลือกตั้งในครั้งนั้น ในกรณีที่บุคคลซึ่งได้รับการเลือกตั้งในลำดับถัดลงมามีคะแนน เสียงเท่ากันเกินจำนวนกรรมการที่จะพึงมีหรือพึงเลือกในครั้งนั้น ให้ผู้เป็นประธานเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด
ข้อ 16. ผู้ที่จะเป็นกรรมการของบริษัทได้ จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้
16.1. บรรลุนิติภาวะ
16.2. ไม้เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
16.3. ไม่เคยรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกในความผิดเก่ียวกับทรัพย์ที่ได้กระทําโดยทุจริต
16.4. ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การ
หรือหน่วยงานของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่
ข้อ 17. ในการประชุมสามัญประจําปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตําแหน่งหนึ่งในสาม
ถ้าจํานวนกรรมการ ที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจํานวนใกล้ที่สุดกับส่วนหนึ่งในสาม กรรมการที่ จะต้องออกจากตําแหน่งในป็แรกและปีท่ีสองภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้นให้ใช้วิธีจับสลากกันว่าผู้ใดจะออกส่วนปีหลังๆ ต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตําแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจาก
ตําแหน่ง กรรมการที่ออก ตามวาระนั้นอาจถูกเลือกเข้ามาดํารงตําแหน่งใหม่ก็ได้
ข้อ 18. นอกจากการพ้นตําแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการพ้นจากตําแหน่งเมื่อ
18.1. ขาดคุณสมบัติในข้อ 16.
18.2. ตาย
18.3. ลาออก
18.4. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วย
บริษัทมหาชนจํากัด
18.5. ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออก
18.6. ศาลมีคําสั่งให้ออก
ข้อ 19. กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่งให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัทการลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออก ไปถึงบริษัทกรรมการที่ลาออกตามวรรคหนึ่งจะแจ้งการลาออกของตนให้นายทะเบียนทราบด้วยก็ได้
ข้อ 20. ในกรณีที่ตําแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ
ให้คณะกรรมการ เลือกบุคคลใดบุคคลหน่ึง ซึ่งมีคุณสมบัติตามกฎหมายกําหนดเข้าเป็นกรรมการแทนในการประชุม คณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่า 2 เดือน บุคคลซึ่งเข้าเป็น กรรมการแทนดังกล่าวจะอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทนมติของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่
ของจํานวนกรรมการที่ยังเหลืออยู่
ข้อ 21. คณะกรรมการอาจแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นกรรมการจัดการบริษัท โดยมีหรือไม่กําหนด ระยะเวลาว่าให้อยู่ในตําแหน่งนานเพียงใด ภายใต้เงื่อนไขข้อบังคับอย่างใดๆ ก็ได้ และคณะกรรมการ อาจถอดถอนกรรมการจัดการผู้นั้น ออกจากตําแหน่งแล้วแต่งตั้งกรรมการคนอื่นเป็น กรรมการแทน ต่อไปหรือไม่ก็ได้ ถ้ากรรมการจัดการต้องขาดจากตำแหน่งกรรมการก็ให้ขาดจากตำแหน่งกรรมการจัดการด้วย
ข้อ 22. ที่ประชุมอาจลงมติให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง ออกจากตำแหน่งก่อนถึงคราวออกตามวาระได้ด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า สามในสี่ ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงในการประชุมนั้น
ข้อ 23. กรรมการจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือไม่ก็ได้
ข้อ 24. ให้คณะกรรมการเลือกกรรการคนหนึ่งเป็นประธากรรมการในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควรจะเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นรองประธารกรรมการก็ได้ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือบุคคลอื่นใดปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนคณะกรรมการก็ได้
ข้อ 25. ในการประชุมคณะกรรการต้องกรรมการการปรพชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุมในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ถ้ามีรองประธานกรรมการให้รองประธานกรรมการเป็นประธาน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้่ที่ได้ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานประธานในที่ประชุมการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก โดยกรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนนกรรมการ ซึ่งมีส่วนได้เสียในเรื่องใด ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 26. กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจน มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น จำนวนหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทนั้น ให้กรรมการอย่างน้อยสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท และให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้
ข้อ 27. กรรมการจะรับหน้าที่ตำแหน่งอื่นในบริษัทก็ย่อมได้
ข้อ 28. ห้ามมิให้กรรมการประกอบกิจการอันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท หรือเข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบในห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเป็นกรรมการของบริษัทเอกชน หรือบริษัทอื่นที่ประกิบกิจการอันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่นเว้นแต่จะได้แจ้งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบก่อนที่จะมีมติแต่งตั้ง
ข้อ 29. กรรมการต้องแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้า หากมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับบริษัท หรือถือหุ้น หรือหุ้นกู้เพิ่มขึ้นหรือลดลงในบริษัท หรือบริษัทในเครือ
ข้อ 30. คณะกรรมการของบริษัทต้องประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้งในท้องที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือท้องที่ใกล้เคียงแห่งใดก็ได้ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการถ้ากรรมการตั้งแต่สองคนขึ้นไปร้องขอให้เรียกประชุมคณะกรรมการ ให้ประธานกรรมการกำหนดวันประชุมภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ ในการเรียกประชุมคณะกรรมการให้ประธานกรรมการหรือผู้ซึ้งได้รับ  มอบหมายส่งหนังสือนัดประชุมไปยังกรรมการไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนการประชุมเว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิหรือประโยชน์ของบริษัทจะแจ้งการนัดประชุมโดยวิธีอื่นและกำหนดวันประชุมให้เร็วกว่านั้นก็ได้

หมวดที่ 5 การประชุมผู้ถือหุ้น

ข้อ 31. คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นการประชุมสามัญประจำปีภายใน 4 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วให้เรียกว่า “การประชุมวิสามัญ” คณะกรรมการจะ เรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็น “การประชุมวิสามัญ” เมื่อใดก็ได้สุดแต่จะเห็นสมควร หรือผู้ถือหุ้นรวมกันนับจำนวนหุ้นได้ไม่ น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด หรือผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25 คน ซึ่งมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่า หนึ่งในสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ได้เข้าชื่อกันทำหนังสือขอให้คณะกรรมการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องระบุเหตุผลในการที่ขอให้เรียกประชุมไว้ให้ชัดเจนในหนังสือดังกล่าวด้วย คณะกรรมการต้องจัดประชุมภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากผู้ถือหุ้น
ข้อ 32. ในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ให้คณะกรรมการจัดทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุ สถานที่ วัน เวลา ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุม พร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควร โดยระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่จะเสนอเพื่อทราบ เพื่ออนุมัติ หรือเพื่อพิจารณา แล้วแต่กรณี รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการในเรื่องดังกล่าว และจัดส่งให้ผู้ถือหุ้น และนายทะเบียนทราบด้วยไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม และโฆษณาคำบอกกล่าวนัดประชุมในหนังสือพิมพ์ติดต่อกัน 3 วัน ก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน สถานที่ที่จะให้เป็นที่ประชุมตามวรรคหนึ่ง ต้องอยู่ในท้องที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท หรือท้องที่ในจังหวัดใกล้เคียง เว้นแต่คณะกรรมการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในหนังสือบอกกล่าวนัดประชุม
ข้อ 33. ในการประชุมผู้ถือหุ้นต้องมีผู้ถือหุ้น และผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้น (ถ้ามี) มาประชุมไม่น้อยกว่า 25 คน หรือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด และต้องนับจำนวนหุ้นรวมกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในกรณีที่ปรากฏว่าการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด เมื่อล่วงเวลานัดไปแล้วถึงหนึ่งชั่วโมงจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามที่กำหนดไว้ หากว่าการประชุมผู้ถือหุ้นได้เรียกนัดเพราะผู้ถือหุ้นร้องขอ การประชุมเป็นอันระงับไป ถ้าการประชุมผู้ถือหุ้นนั้นมิใช่เป็นการเรียกประชุมเพราะผู้ถือหุ้นร้องขอ ให้นัดประชุมใหม่ และให้ส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม ในการประชุมครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าต้องครบองค์ประชุม
ข้อ 34. การออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ว่าด้วยวิธีการใดให้นับหนึ่งหุ้นเป็นหนึ่งเสียง มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้นให้ประกอบด้วยคะแนนเสียงดังต่อไปนี้
34.1.ในกรณีปกติให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียง
34.2.นกรณีต่อไปนี้ให้ถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
  • (ก) การขายหรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สําคัญให้แก่บุคคลอื่น
  • (ข) การซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่น หรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัท
  • (ค) ทําการแก้ไขหรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สําคัญ
  • (ง) การมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าจัดการธุรกิจของบริษัท
  • (จ) การรวมกิจการกับบุคคลอื่น โดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกําไรขาดทุนกัน
  • (ฉ) การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับ
  • (ช) การเพิ่มทุนหรือลดทุนของบริษัท หรือการออกหุ้นกู้
  • (ณ) การควบหรือเลิกบริษัท
ข้อ 35. กิจการอันที่ประชุมสามัญประจําปี พึงกระทํามีดังนี้
35.1. พิจารณารายงานของคณะกรรมการที่เสนอต่อท่ีประชุม แสดงถึงผลการดําเนินการของ บริษัทในรอบปีที่ผ่านมา
35.2. พิจารณาและอนุมัติงบดุล
35.3. พิจารณาจัดสรรเงินกําไร
35.4. เลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการท่ีออกตามวาระ
35.5. แต่งตั้งผู้สอบบัญชี
35.6. กิจการอื่น ๆ

หมวดที่ 6 การบัญชีการเงินและการสอบบัญชี

ข้อ 36. รอบปีบัญชีของบริษัทเริ่มต้นในวันท่ี 1 มกราคม และส้ินสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี
ข้อ 37. บริษัทต้องจัดให้มีการทําและเก็บรักษาบัญชี ตลอดจนการสอบบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการน้ัน และต้องจัดทํางบดุลและบัญชีกําไรขาดทุน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในรอบ 12 เดือน อันเป็นรอบปีบัญชีของบริษัท
ข้อ 38. คณะกรรมการต้องจัดให้มีการทํางบดุลและบัญชีกําไรขาดทุน ณ วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชี ของ บริษัทเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญประจําปีเพื่อพิจารณาอนุมัติ งบดุลและบัญชี กําไรขาดทุนนี้ คณะกรรมการต้องจัดให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบให้เสร็จก่อนนําเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ข้อ 39. คณะกรรมการต้องจัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้ให้ผู้ถือหุ้น พร้อมหนังสือนัดประชุมสามัญประจําปี
39.1. สําเนางบดุลและบัญชีกําไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้ว พร้อมกับรายงานการตรวจ สอบบัญชีของผู้สอบบัญชี
39.2. รายงานประจําปีของคณะกรรมการ
ข้อ 40. บริษัทต้องจัดสรรกําไรสุทธิประจําปี ส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสํารองไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของกําไรสุทธิ ประจําปี หักด้วยยอดเงินสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสํารองน้ีจะมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบ ของทุนจดทะเบียน
ข้อ 41. ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกําไร ในกรณีที่บริษัทยังมียอดขาดทุนสะสม อยู่ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลเงินปันผลให้แบ่งตามจํานวนหุ้น หุ้นละเท่า ๆ กัน คณะกรรมการอาจจ่าย เงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นคร้ังคราว ในเมื่อเห็นว่าบริษัทมีผลกําไรสมควรพอที่จะทํา เช่นนั้น และรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมคราวต่อไป การจ่ายเงินปันผลให้ทําภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือคณะกรรมการลงมติ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ให้แจ้งเป็นหนังสือ ไปยังผู้ถือหุ้น และให้โฆษณาคําบอกกล่าวการจ่ายเงินปันผลนั้น ในหนังสือพิมพ์ภายใน 1 เดือน นับ แต่วันที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ หรือคณะกรรมการลงมติแล้วแต่กรณี
ข้อ 42. เงินปันผลหรือดอกเบี้ยน้ัน แม้จะค้างจ่ายอยู่ จะคิดเอาดอกเบี้ยจากบริษัทไม่ได้
ข้อ 43. ผู้สอบบัญชีต้องไม่เป็นกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ดํารงตําแหน่งหน้าที่ใด ๆ ของบริษัท
ข้อ 44. ผู้สอบบัญชีมีอํานาจตรวจสอบบัญชี เอกสาร และหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวกับรายได้รายจ่าย ตลอดจน ทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทในระหว่างเวลาทําการของบริษัท ในการน้ีให้มีอํานาจสอบถามกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ดํารงตําแหน่งหน้าที่ใดๆ ของบริษัท และตัวแทนของบริษัท รวมทั้งให้ชี้แจงข้อ เท็จจริงหรือส่งเอกสารหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวกับรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท ตลอดจนการดําเนินกิจการของบริษัทได้
ข้อ 45. ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ทุกครั้งท่ีมีการพิจารณางบดุล บัญชีกําไรขาดทุน และปัญหาเกี่ยวกับบัญชีของบริษัท เพื่อชี้แจงการตรวจสอบบัญชีต่อผู้ถือหุ้น ให้บริษัทจัดส่งรายงานและเอกสารของบริษัทท่ีผู้ถือหุ้นจะพึงได้รับ ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้นให้ แก่ผู้สอบบัญชีด้วย

หมวดที่ 7 หุ้นกู้

ข้อ 46. โดยมติของท่ีประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทอาจออกตราสารดังต่อไปนี้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วย หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
46.1. หุ้นบุริมสิทธิ์ หรือหุ้นบุริมสิทธิ์ซึ่งแปรสภาพเป็นหุ้นสามัญได้
46.2. หุ้นกู้ชนิดแปรสภาพเป็นหุ้นสามัญได้
46.3. หลักทรัพย์ประเภททุนทุกชนิดตามบทบัญญัติของกฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง
46.4. ใบสําคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ หน่วยลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ระบุใน (1),(2),(3)

หมวดที่ 8 บทเพิ่มเติม

ข้อ 47. ตราของบริษัทให้ใช้ดังที่ประทับไว้นี้
ข้อ 48. ในกรณีที่บริษัท หรือบริษัทย้อย ตกลงเข้าทํารายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่เกี่ยวกับการได้มา หรือจําหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ตามความหมายที่กําหนดตามประกาศตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้บังคับการ
ทํารายการท่ีเกี่ยวโยงกันของบริษัทจดทะเบียน หรือรายการที่เกี่ยวกับการได้มาหรือจําหน่ายไปซึ่ง ทรัพย์สินของบริษัทจดทะเบียนแล้วแต่กรณี ให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการท่ีประกาศดังกล่าวกําหนดไว้ในเรื่องนั้น ๆ ด้วย

จรรยาบรรณกลุ่มบริษัทพรีเมียร์

กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ดำเนินธุรกิจโดยยึดถือความถูกต้องและเป็นธรรม และมีค่านิยมของชาวพรีเมียร์ที่ให้พนักงานของ กลุ่มฯ ถือปฏิบัติในการทำงานตลอดมา คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบและมุ่งมั่นทำงาน ความมีวินัย ความ สามัคคี ความเสียสละ และการพัฒนาไม่หยุดยั้ง ซึ่งถือเป็นจริยธรรมและคุณธรรมของกลุ่มฯ ที่ปฏิบัติมาโดยต่อเนื่อง

1. ข้อพึงปฏิบัติต่อลูกค้า

    1. สนองความต้องการของลูกค้า/ผู้บริโภคด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัย
    2. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
    3. ให้การรับประกันสินค้าและบริการภายใต้ข้อกำหนดอันเหมาะสม
    4. ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่มีต่อลูกค้าอย่างเคร่งครัด
    5. กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงใดๆ กับลูกค้าได้ ต้องรีบแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเพื่อร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสียหาย
    6. พยายามรักษาต้นทุนการผลิตให้ต่ำสุด โดยยังรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานตลอดเวลา
    7. จัดกลไกและระบบการบริการลูกค้าให้ลูกค้าสามารถติดต่อกับบริษัทได้โดยสะดวกและรวดเร็ว
    8. รักษาความลับของลูกค้าและข้อมูลลูกค้า

2. ข้อพึงปฏิบัติต่อคู่ค้าและเจ้าหนี้

  1. ดําเนินธุรกิจต่อกันด้วยความยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เคารพและปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาท่ี กําหนดไว้ กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องรีบเจรจากับคู่ค้าหรือเจ้าหนี้เป็นการล่วงหน้าเพื่อร่วมกัน พิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
  2. ไม่เรียก ไม่รับ หรือไม่ให้ผลประโยชน์ใดๆ ที่ไม่สุจริตกับคูคาหรือเจาหนี้ ถ้ามีข้อมูลว่ามีการจ่ายผล ประโยชน์ใดๆ ที่ไม่สุจริตเกิดขึ้น พึงหารือกับคู่ค้าหรือเจ้าหนี้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยยุติธรรมและ รวดเร็ว

3. ข้อปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้า

  1. แข่งขันทางการค้าภายในกรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี
  2. ไม่แสวงหาข้อมูลท่ีเป็นความลับของคู่แข่งด้วยวิธีการที่ไม่สุจริตผิดกฎหมาย
  3. ไม่ทําลายช่ือเสียงของคูแขงดวยการกลาวราย หรือกระทําการใดๆ โดยปราศจากความจริงและ ไม่เป็นธรรม

4. ข้อพึงปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น

  1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ตัดสินใจดําเนินการต่างๆ ด้วยความบริสุทธ์ิ โปร่งใส และเป็น ประโยชน์แก่บริษัทและผู้ถือหุ้น
  2. ปฏิบัติหน้าท่ีโดยใช้ความรู้ความสามารถและทักษะการบริหารจัดการอย่างเต็มความสามารถเพื่อ ประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น
  3. จัดการดูแลไม่ให้ทรัพย์สินใดๆ ของบริษัทเสื่อมค่าหรือสูญหายโดยมิชอบ
  4. รายงานสถานะและผลการดําเนินงานของบริษัทอย่างครบถ้วนถูกต้องด้วยความเป็นจริง
  5. ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองหรือผูที่เกี่ยวของ โดยใช้ข้อมูลใดๆ ของบริษัทที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน
  6. ไม่เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทต่อบุคคลภายนอกโดยเฉพาะคู่แข่งของบริษัท
  7. ไม่ดําเนินการใดๆ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทโดยมิได้แจ้งให้ บริษัททราบ

5. ข้อพึงปฏิบัติต่อสังคมส่วนรวม

  1. ไม่กระทําการใดๆ ท่ีจะมีผลเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม
  2. ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมส่วนรวม
  3. ปฏิบัติหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่ออกโดยหน่วยงานกํากับดูแล
  4. ใส่ใจและรับผิดชอบแก้ไขในภัยอันตรายที่สังคมหวั่นวิตก อันอาจเกิดจากผลิตภัณฑ์ / บริการ หรือ การดําเนินงานของบริษัท
  5. ไม่ให้การสนับสนุนหรือร่วมธุรกรรมกับบุคคลภายนอกที่เป็นภัยต่อสังคม หรือสภาพแวดล้อมส่วนรวม

6. ข้อพึงปฏิบัติของพนักงาน

  1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต เสียสละและอดทน เพื่อความก้าวหน้าและความมั่นคง ของบริษัทและตัวพนักงานเอง
  2. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร รวมทั้งแสวงหาแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงงานให้มี ประสิทธิภาพอยู่เสมอ
  3. ปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบข้อบังคับของบริษัทโดยเคร่งครัด
  4. ร่วมกันรักษาและสร้างสรรค์ให้เกิดความสามัคคีและความเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันในหมู่พนักงาน ร่วมกัน ทํางานและแก้ไขปัญหาเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
  5. ใช้ทรัพย์สินของบริษัทให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทอย่างเต็มที่และดูแลไม่ให้เสื่อมเสียหรือสูญหาย รวมท้ัง ไม่ใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ของตนหรือบุคคลอื่น
  6. ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทหรือของผู้อื่น
    รวมถึงการไม่นำซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้ในบริษัท
  7. รักษาความลับของบริษัท ดูแลระมัดระวังไม่ให้เอกสารหรือข้อมูลอันเป็นความลับของบริษัทรั่วไหลหรือ ตกไปถึงผู้ไม่เกี่ยวข้องอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท
  8. ห้ามเปิดเผยหรือใช่ประโยชน์จากข่าวสารใดๆ ที่เป็นความลับทางธุรกิจของบริษัท ซึ่งรวมตลอดถึงสูตร กระบวนการ กรรมวิธีการผลิต ข้อมูลทางธุรกิจและข่าวสารท่ีเป็นสาระสําคัญอันถือว่าเป็นเรื่องที่พึง ปกปิดของบริษัทต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ
  9. เอาใจใส่และช่วยดําเนินการใดๆ ที่จะรักษาความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมที่ดีในการทํางาน
  10. แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารหากพบว่ามีการกระทําใดๆ ในบริษัทโดยมิชอบหรือผิดกฎหมาย รวมทั้งการมีไว้ในครอบครองหรือเสพยาเสพติด
  11. ไม่ใช้อํานาจหน้าที่ของตนหรือยอมให้บุคคลอื่นนใช้อํานาจหน้าท่ีของตนแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือ ผู้อื่นโดยมิชอบ
  12. ไม่กระทําการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัท

7. ข้อพึงปฏิบัติระหว่างพนักงาน (ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และ ผู้ร่วมงาน)

  1. ให้ความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ต่องานและสภาพแวดล้อมในการทํางาน ของบริษัทโดยส่วนรวมและเคารพในสิทธิของพนักงานอื่นที่อยู่ในบริษัทเดียวกัน
  2. ผู้บังคับบัญชาพึงปฏิบัติตนให้เป็นที่เคารพนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบ ข้อบังคับโดยเคร่งครัด เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และปกครองผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วย หลักการและเหตุผลที่ถูกต้องตามทํานองคลองธรรม
  3. ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพนับถือ และปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานด้วยความมีน้ําใจและ มนุษย์สัมพันธ์อันดี ไม่กล่าวร้ายผู้บังคับบัญชาและเพื่อนพนักงานโดยปราศจากซึ่งมูลความจริง
  4. ไม่นําผลงานของบุคคลอื่นมาแอบอ้างเป็นผลงานของตนเอง

หนังสือบริคณห์สนธิ